วัดพลับ บางกะจะ จังหวัดจันทบุรี

ประวัติ “วัดพลับ บางกะจะ” ตั้งอยู่ที่บ้านบางกะจะ เลขที่ 154 หมู่ที่ 1 ตำบล บางกะจะ อำเภอ เมืองจันทบุรี จังหวัด จันทบุรี เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี ตั้งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จากหลักฐานที่สำนักพระพุทธศาสนาบันทึกไว้ว่า ได้รับการอนุญาติให้ตั้งเป็นวัดในปี พ.ศ. 2300 ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ชื่อวัดพลับสุวรรณพิมพราราม ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นสุวรรณพรุธาราม ซึ่งแปลว่า “วัดพลับทอง” (ทองคำ) ในสมัยเจ้าอาวาสองค์ที่ 12 ท่านพระครูเขม์ ธมุมทินโน ได้เปลี่ยนชื่อจากวัดสุวรรณติมพรุธารามเป็นชื่อ “วัดพลับ” ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สำหรับที่มาของชื่อวัดทั้งเก่าและใหม่ได้ยึดถือเอาต้นพลับที่อยู่ในบริเวรวัด ซึ่งพอถึงฤดูออกผลพลับจะเหลืองอร่ามเต็มต้นดูคล้ายทองคำ จึงถือเอานิมิตเป็นชื่อวัดอนึ่งผลพลับทีี่ยังดิบอยู่จะมียางที่เหนีียว ชาวบ้านสมัยก่อนจะนำผลพลับที่ดิบนั้นมาตำให้แหลก เพื่อเอาน้ำยางจากผลพลับไปย้อมแหอวน และสายเบ็ดที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินให้มีความคงทนในการใช้งาน

วัดพลับกับสถาบันกษัตริย์ ในอดีตเมื่อปี พ.ศ.2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินนมหาราช ทรงใช้สถานที่วัดเป็นที่พักทพจัดเตรียมกองทัพก่อนจะเข้าตีเมืองจัทบุรี และการยกทัพเรือไปกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่าก่อนที่จะยกทัพไปทำการสู้รบพระองค์ทรงประกอบพิธีบำรุงขวัญทหาร สร้างพระยอดธงแจกจ่ายและนำน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์มาทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมเหล่าทหารหาญโดยกระทำพิธีปลุกเสกในอุโบสถ์หลังเก่า ภายหลังจากการกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้และจัดการบ้านเมือองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมด้วยแม่ทัพนายกองได้เสด็จกลับมาบูรณะวัดพลับและได้นำพระยอดธงที่เหลือจากการแจกจ่ายทหารก่อนไปทำการรบเข้าบรรจุในพระเจดีย์กลางทรางถวายเป็นพุทธบูชา

กาลต่อมาเมื่อราชวงศ์จักรีขึ้นครองราชย์ นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้สจุฬาโลกราชการที่ 1 เป็นต้นมา พระองค์ก็ทรงใช้น้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์วัดพลับทำน้ำพุทธมนต์ราชาภิเษกในการเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ โดยกระทำพิธีที่อุโบสถ์วัดพลับจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพะปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 7 เป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายที่ใช้อุโบสถ์หลังเก่าวัดพลับเป็นสถานที่ทำน้ำพระพุทธมนต์ราชาภิเษกแต่การนำน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์ไปใช้ในพิธีสำคัญที่่เกี่ยวเนื่องด้วยพระมาหากษัตริย์ ทางราชการยังใช้น้ำบ่อนี้จนถึงปัจจุบัน

ในอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหหญ่ของจังหวัดจันทบุรี มีคำกล่าวว่า ผู้ใดมาจังหวัดจันทบุรี ถ้าไม่ได้มาวัดพลับบางกะจะ ถือว่ายังมาไม่ถึงจังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้เนื่้องจากวัดพลับเป็นวัดเก่าของจังหวัดจันทบุรี มีโบราณสถาน โบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าทางด้านศิลปกรรมควรแก่กการศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง อาทิเช่น อุโบสถ์หลังเก่าที่มีลวดลายแกะสลักและภาพเขียนฝาผนังที่งดงามเป็นหนึ่งในภภาคตะวันออก ศาลาการปรียญหลังเก่าเป็นอาคารไม้ยกพื้น ปลูกสร้างคู่กับอุโบสถ์ตรงจุดที่เดินเข้าโรงเรียนวัดพลับจันทบุรีชีบาอุทิศในปัจจุบันและพระเจดีย์กลางทรายบรรจุพระยอดธงกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ศาลาเปรียญและเจดีย์กลางทราย ได้พังทลายไปแล้วไม่ได้สร้างทดแทน) สำหรับโบราณสถานเก่าที่ได้รับการบูรณะซ่อมบำรุงให้อยู่สภาพคงเดิมจนถึงปัจจุบันคือ พระปรางค์ พระเจดีย์กลางน้ำ วิหารพระปรางบำเพ็ญทุกรกิริยา หอไตรกลางสระน้ำ วิหารพระธาตุ หอระฆังหลังคาทรงเจดีย์ สามสร้างหรือสำซ่าง (เมรุเผาศพโบราณ) ที่สร้างขึ้นในสมัยราชการที่ 3 หลัังเก่าล้มลงเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2541 และอีกสิ่งหนึ่งคือ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับโบราณวัตถุ มีตู้พระไตรปิฎกพร้อมคัมภีร์โบราณสำซ่างธรรมาสน์ทรงบุษบก. เรือยาวและสิ่งของเครื่องโบราณ

ปัจจุบันโบราณสถาน โบราณวัตถุที่กรมศิลปกร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติิของชาติแล้วได้แก่ พระปรางค์ พระเจดีย์กลางน้ำ วิหารพระปรางบำเพ็ญทุกรกิริยา หอไตรกลางสระน้ำ วิหารพระธาตุ ตู้พระไตรปิฎก และสามสร้างหรือสำซ่าง กรมการศาาสนาได้คัดเลือกให้วัดพลับบางกะจะ เป็นอุทยานการศึกษาประจำปปี พ.ศ.2543 ด้านการศึกษาวัดพลับเป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนเพื่อการศึกษาของพระภิกษุ สามเณร และเด็กในระดับต่างๆ ได้แก่ สำนักเรียนนักธรรม สำนักเรียนบาลี (ปัจจุบันยกเลิก โรงเรียนมัธยมศึกษาบางกะจะ โรงเรียนประถมศึกษาวัดพลับจันทบุรชีบาอุทิศ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนเกณฑ์ (ปัจจุบันย้ายไปสังกัดเทศบาลตำบลบางกะจะ)

โบสถ์วัดพลับ

โบสถ์หลังเก่าได้รับการปฏิสังขรหลายครั้ง จนปัจจุบันมีลักษณะเหมือนโบสถ์ไทยทั่วๆ ไป มีหน้าบันเป็นลวดลายปูนปั้นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ หลังคาตกแต่งด้วยเครื่องลำยองปูนปั้นโบสถ์วัดพลับเป็นโบสถ์ที่ใช้เป็นสถานที่ปลุกเสกมุรธาภิเษกในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ราชวงจักรีทุกพระองค์ สร้างใหม่ พ.ศ.2506 ปฏิสังขรณ์ 2533

เจดีย์กลางน้ำ

เป็นเจดีย์ทรงระฆัง ศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง สูงประมาณ 7 เมตร ตัวองค์ระฆังก่ออิฐถือปูนธรรมดา ไม่ประดับกระเบื้อง มีฐานประทักษิณ โดยรอบ 4 ด้าน เมื่อทอดเงาในน้ำมองดูงามสง่า กรมศิลปากรได้ปฎิสังขรณ์ และเสร็จเมื่อเดือน มกราคม พ.ศ.2552

พระปรางค์

สร้างเมื่อ พพ.ศ.2441 เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ สูงประมาณ 20 เมตร องค์พระปรางค์ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ 2 ชั้น มีบันได มีมุขยื่นทั้ง 4 ด้สนโยรอบ ส่วนยอดของพระปรางค์ มีการซ้อนชั้น องค์พระปรางค์เล็กมีชั้นฐานเชิงบาตรรองรับประดับซุ้มด้วยรูปปั้นเศียรช้างทั้ง 4 ทิศ และส่วนยอดสุดตกแต่งด้วยยอดปรางค์ประดับด้วยตรีศูลพระปรางค์ลักษณะเช่นนี้ได้ค่อยตรีศูลพระปรางค์ลักษณะเช่นนี้ไม่ค่อยพบในภาคตะวันออก ได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2550

วิหารไม้

ตั้งอยู่ทางทิศเหนือด้านหน้าวัดเป็นอาคารไม้ มีอายุนับร้อยปีรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตรัส ส่วนยอดของหลังคาเป็นทรงจตุรมุข มีเจดีย์ขนาดเล็กประดับนยอดจตุรมุขมีเครื่องลำยองที่ทำด้วยไม้ และแกะสลักสวยงามตกแต่งจตุรมุขและบริเวรช่องลมทั้ง 4 ด้าน ประดับด้วยการแกะสลักลวดลายไม้ฉลุที่งดงาท แสดงให้เห็นร่องรอยฝีมือช่างท้องถิ่นในอดีตที่สร้างสรรค์ศิลปะได้อย่างมีคุณค่ายิ่ง ภภายในวิหารประดับฐานพระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา หรือเรียกกันทั่วไปว่า “ปางทรมาน” กรมศิลปากรได้ปฏิสังขารณ์  วิหารไม้แห่งนี้เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2546

สำซ่าง หรือสามสร้าง

เป็นเมรุไม้สำหรับเผาศพ สร้างด้วยต้นเสาไม้เหลี่ยมทรงสอบ หลังคาเหลี่ยมย่อขึ้นไป 5 ชั้น มุงด้วยกรระเบื้องดินเผาปลายยอดทรงแหลม สภาพเดิมชำรุดกรมศิลปากรได้บูรณะใหม่ พ.ศ. 2545 และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของกรมศิลปากรแล้ว

หอไตร

เป็นหอไม้ทรงไทย อายุเก่าแก่สมัยอยุธยา หลังคา 2 ชั้น ทรงจั่่วโครงสร้างไม้ตกแต่งด้วยเครื่องลำยอง มีระเบียงรอบหอเสารองรับหลังคาเป็นเสาเดิมยังเห็นร่องรอยการตกแต่งด้วยลายน้ำรดลงรักปิดทอง เป็นหอไตรขนาดกลางสร้างอยู่กลางสระน้ำ เดิมใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎก กรมศิลปากรได้ปฏิสังขรณ์และเสร็จเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2552

บ่อน้ำศักดิ์สัทธิ์

นับตั้งแต่โบราณกาลผู้คนในชุมชนบางกะจะและใกล้เคียงผู้ใดต้องการน้ำพระพุทธมนต์ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือประกอบพิธีนั้น เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นำทัพจัดเตรียมกองทัพอยู่ที่วัดพลับ พระองค์ก็ทรงใช้น้ำในบ่อนี้ทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมกองทัพก่อนออกทำศึก ต่อมาราชวงศ์จักรีขึ้นครองราชย์ ก็ทรงใช้นน้ำในบ่อนี้ทำน้ำพระพุทธมนต์ราชาภิเษกในการเสด็จขึ้นครองราชย์เช่นกัน

อนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เมื่อปี พ.ศ.2309 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ขณะนั้นเป็น พระยาวชิรปราการ) ได้รวบรวมเหล่าทหารไทยจำนวนหนึ่งตีฝ่าทหารพม่าที่ล้อมกรุงศรีอยุธยา ผ่านมาทางระยองเรื่อยมามุ่งสู่จันทบุรี และได้มาหยุดพักพลและประทับพักแรมที่บ้านบางกะจะ หัวแหวน(ปัจจุบัน เป็นพื้นที่ 2 ตำบลคือตำบลบางกะจะ และตำบลพลอยแหวน)

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : วัดพลับ บางกะจะ จังหวัดจันทบุรี